Google Cloud ปักหมุดไทยสู่ยุค “Agentic AI” ชูโมเดล Tokenomics คุมต้นทุน พร้อมเปิดตัวระบบป้องกันภัยคุกคาม AI

Google Cloud ประกาศวิสัยทัศน์ผลักดันองค์กรไทยเปลี่ยนผ่านจากขั้นทดลองใช้ AI สู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร ภายในงาน Leaders’ Connect 2026 พร้อมเปิดตัว Google AI Threat Defense ระบบป้องกันภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบบอัตโนมัติ ชูเคสความสำเร็จจาก Minor Hotels, Bitazza และ Wisesight ที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงแล้ว
จาก “Cloud First” สู่ “AI Ready”
สรุจ ทิพเสนา Country Manager Google Cloud ประเทศไทย เปิดเผยในงานว่า องค์กรไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากแนวคิด “Cloud First” ไปสู่ “AI Ready” โดยระบุว่าโอกาสในวันนี้ไม่ใช่แค่การทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ แต่คือการนำ AI มาแก้ปัญหาทางธุรกิจจริงและต่อยอดสู่การใช้งานระดับโครงสร้าง
“ความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้วัดจากการมี AI อยู่ในบางส่วนขององค์กร แต่ต้องสามารถเชื่อมโยง AI เข้ากับกระบวนการทำงานหลัก เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้อย่างชัดเจน” สรุจกล่าว พร้อมระบุว่าแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise จะช่วยลดความซับซ้อนจากการเชื่อมต่อระบบที่กระจัดกระจาย หรือ “Integration Tax” ทำให้องค์กรขนาดใหญ่ในไทยสามารถยกระดับระบบเดิม (Legacy Infrastructure) ได้
3 เคสตัวอย่างองค์กรไทยที่สร้างผลลัพธ์จับต้องได้
งานนี้ Google Cloud ยกตัวอย่างองค์กรไทย 3 รายที่นำ Cloud และ AI ไปใช้จนเกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ชัดเจน ได้แก่
**Minor Hotels** อยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มยุคใหม่บนสถาปัตยกรรม Full-stack ของ Google Cloud เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้เข้าพักจากทุกแบรนด์ ทุกภูมิภาค และทุกช่องทางดิจิทัลไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ก้าวข้ามการใช้ AI แบบถาม-ตอบ ไปสู่การทำงานแบบ Agentic Orchestration ที่ AI Agent สามารถบริหารการจอง วางแผนการเดินทาง และตอบสนองคำขอซับซ้อนของผู้เข้าพักได้แบบเรียลไทม์
– **Bitazza** ผู้ให้บริการด้านการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized Data Platform) บน BigQuery ช่วยลดระยะเวลาการจัดทำงบการเงินลงถึง **75%** จากเดิมใช้เวลาประมาณ 1 ปี เหลือเพียง 3 เดือน พร้อมรองรับการจัดทำรายงานตามข้อกำหนดหน่วยงานกำกับดูแลแบบเกือบเรียลไทม์ และให้ทีมข้อมูลบริหาร CI/CD Pipeline ได้เองโดยไม่ต้องมีวิศวกร DevOps ประจำทีม
**Wisesight** บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดีย นำ Gemini มาวิเคราะห์ข้อมูลเสียงสะท้อนบนโซเชียลมีเดียปริมาณมหาศาล ทำให้งานวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และสร้างสรรค์คอนเทนต์ ที่เคยใช้เวลาประมาณ **2 วัน** ลดเหลือเพียง **30 นาที**
“Tokenomics” แนวคิดใหม่บริหารต้นทุน AI ให้คาดการณ์ได้
อีกประเด็นสำคัญที่ Google Cloud ชูในงานคือการแก้ปัญหาต้นทุน AI Workload ที่ควบคุมยากเมื่อองค์กรขยายจากขั้น Pilot สู่การใช้งานจริง ผ่านแนวคิด “Tokenomics” ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ
1. **ทางเลือก** – Gemini Enterprise ช่วยให้องค์กรเลือกโมเดล AI ที่เหมาะกับแต่ละภารกิจ พร้อมประเมินต้นทุน Workflow และ ROI ได้แม่นยำ เนื่องจาก Google Cloud เป็นเจ้าของเทคโนโลยีครบวงจรตั้งแต่ Tensor Processing Units (TPUs) ไปจนถึงโมเดล Gemini
2. **การควบคุม** – มาพร้อมเครื่องมือด้าน FinOps และ Governance ให้ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและการเงินติดตามประสิทธิภาพและต้นทุนของ AI Agent ได้อย่างละเอียด เพื่อขยายการใช้งานได้อย่างปลอดภัยตั้งแต่ระดับ Use Case เฉพาะจุดจนถึงทั้งองค์กร
เปิดตัว Google AI Threat Defense รับมือภัยคุกคามยุค Agentic AI
Google Cloud ยังประกาศเปิดตัว **Google AI Threat Defense** ระบบรักษาความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ที่ผสานความสามารถของ 4 เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ได้แก่ การจัดลำดับความสำคัญความเสี่ยงตามบริบท (Contextual Risk Prioritization) ของ Wiz, ความสามารถแก้ไขโค้ดของ CodeMender, ความอัจฉริยะของ Gemini และความเชี่ยวชาญหน้างานของ Mandiant โดยระบบนี้ทำงานผ่าน Gemini Enterprise Agent Platform เพื่อช่วยองค์กรค้นพบช่องโหว่ สแกน แก้ไข และบำรุงรักษาสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ได้อย่างต่อเนื่อง
สตีฟ เลดเซียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Google Cloud Security และ Mandiant ประจำญี่ปุ่นและเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า AI ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ภัยคุกคามไปอย่างสิ้นเชิง การโจมตีที่เคยใช้เวลาหลายสัปดาห์ในอดีต ปัจจุบันเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง
“เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่หลากหลายนี้ องค์กรต้องการมากกว่าแค่โมเดลหรือ Agent ตัวเดียว แต่จำเป็นต้องใช้กลุ่มโมเดลเพื่อตรวจสอบหลายรอบ (Multiple Passes) และโซลูชันที่สามารถวิเคราะห์ระบบ จัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด อุดช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว และเฝ้าระวังการโจมตีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง” เลดเซียนกล่าว