Microsoft Build 2026 เปิดนวัตกรรมล่าสุด สนับสนุนนักพัฒนาปลดล็อกศักยภาพการทำงานที่เป็นตัวเอง โดย Kyle Daigle ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ GitHub และผู้บริหารฝ่ายการตลาดกลุ่มนักพัฒนา ไมโครซอฟท์
ทุกครั้งที่วงการเทคโนโลยีเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นล้วนมาจากพลังของเหล่านักพัฒนาที่กล้าคิด กล้าทดลอง และลงมือสร้างเครื่องมือใหม่ๆ ขึ้นมา แต่ในยุคนี้ การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีมาพร้อมกับข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลที่เข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส โจทย์ของการทำงานวันนี้จึงไม่ใช่แค่การเขียนโค้ดให้เสร็จเร็วเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงกระบวนการสร้าง การเปิดใช้งาน การปรับแต่งประสิทธิภาพ และการเฝ้าติดตามระบบทั้งหมด ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐาน แอปพลิเคชัน และระบบ AI อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ทำงานได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วินาทีที่เปิดคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงขั้นตอนการปล่อยระบบใช้งานจริง
นักพัฒนาจึงไม่ได้ต้องการเพียงเครื่องมือพื้นฐานทั่วไปสำหรับสร้างและรันแอปพลิเคชันหรือระบบ AI เท่านั้น แต่สิ่งที่นักพัฒนาต้องการจริงๆ คือ ความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ ข้อมูลบริบท และคลังความรู้ที่เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ อิสระในการเลือกใช้โมเดล AI ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม
นี่คือจุดที่ไมโครซอฟท์เข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน โดยในงาน Microsoft Build ปีนี้ ไมโครซอฟท์ได้นำเสนอแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนให้นักพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานในยุคที่ AI อยู่รอบตัว โดยยังคงควบคุมความปลอดภัยได้ตามมาตรฐานขององค์กร บนแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และรองรับโมเดลที่หลากหลายในทุกชั้นของระบบ เพื่อผสานรวมข้อมูลเฉพาะขององค์กรเข้ากับคลังความรู้ของโลกได้อย่างสมบูรณ์และเป็นธรรมชาติ
3 ไฮไลต์สำคัญใน Build 2026 ซึ่งพัฒนาบนแนวคิดพื้นฐานของไมโครซอฟท์ คือเทคโนโลยีต้องมาควบคู่กับความปลอดภัยเสมอ ภายใต้โครงสร้างระบบที่เปิดกว้าง หลากหลาย และยืดหยุ่นในทุกระดับการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนา
- เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เป็นของคุณอย่างแท้จริง ด้วยแพลตฟอร์มMicrosoft Agent Platform ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลภายในของคุณเอง ผสานกับเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก Microsoft IQ ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้าง
เอเจนต์ AI ใน GitHub แล้วนำไปใช้งานต่อบน Microsoft Foundry เพื่อปรับแต่งประสิทธิภาพด้วยโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานนั้นๆ สามารถป้อนคลังข้อมูลของตนเองร่วมกับคลังความรู้ของโลกเพื่อเป็นฐานข้อมูลอ้างอิงให้ AI จากนั้นเรียกใช้งานผ่าน Microsoft Teams, Microsoft 365 หรือแอปพลิเคชันที่ทีมใช้ทำงานร่วมกันได้ทันที โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดเดิมๆ ทำให้คุณได้ครบทุกอย่าง โดยไม่ต้องเลือกว่าจะเอาความปลอดภัยหรือความเร็ว และไม่ต้องยอมเสี่ยงเสียข้อมูลบริษัท เพื่อแลกกับเครื่องมือหรือโมเดล AI ที่อยากใช้งานอีกต่อไป - เลือกเครื่องมือได้ในแบบที่ต้องการ นักพัฒนาควรมีอิสระในการสร้างงานด้วยเครื่องมือ โมเดล AI และขั้นตอนที่เลือกเองได้ ซึ่งแนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับชิปประมวลผล ระบบปฏิบัติการ เครื่องมือเขียนโค้ด ไปจนถึงระบบคลาวด์ และทั้งหมดนี้เริ่มต้นที่ Windows ซึ่งไมโครซอฟท์ไม่ได้สร้างมาเพื่อผู้พัฒนาแอปบน Windows เท่านั้น แต่สร้างมาเพื่อนักพัฒนาทุกคน โดยไมโครซอฟท์ได้เพิ่มความยืดหยุ่นในการตั้งค่าระบบใหม่ทั้งหมด ทั้งหน้าต่างสั่งการและระบบควบคุมที่ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างไร้รอยต่อ มีพื้นที่จำลองในเครื่องเพื่อความปลอดภัยในการทดสอบ
เอเจนต์ มีความสามารถใหม่ของ Windows Subsystem for Linux (WSL) และเพิ่มพลังให้สามารถประมวลผลงานหนักๆ บนคอมพิวเตอร์ของคุณเองได้ทันที - ยกระดับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไปอีกขั้น ก้าวต่อไปเป็นยุคที่ AI อัจฉริยะก้าวข้ามจากเพียงช่วยเขียนโค้ดทั่วไป ไปสู่การคิดค้นความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ โดยการเสริมศักยภาพการทำงานให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งการประมวลผลอันล้ำสมัยนี้ สามารถทำได้บนรากฐานเดียวกันกับแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนานี้เอง
ที่กล่าวมาคือรายละเอียดของนวัตกรรมที่น่าสนใจของงานในปีนี้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักพัฒนามีอีโคซิสเท็มที่รองรับหลายโมเดล ตั้งแต่บนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ไปจนถึงระบบคลาวด์ สามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยีแห่งอนาคตได้โดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์และสไตล์การทำงานของตัวเอง
สร้างเอเจนต์อัจฉริยะที่เข้าใจทั้งผู้ใช้ ธุรกิจ และโลกรอบตัว
ในยุคที่โมเดล AI เก่งขึ้นเรื่อยๆ และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้แต่ละองค์กรจึงไม่ใช่แค่การเข้าถึงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือความเป็นเจ้าของ AI นั้นๆ อย่างแท้จริง โจทย์สำคัญคือแล้วจะทำอย่างไรให้ความเชี่ยวชาญ ข้อมูล และรูปแบบการทำงานเฉพาะตัวขององค์กร กลายเป็นระบบที่ AI เรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม อีกหนึ่ง เป้าหมายของไมโครซอฟท์จึงเป็นการสร้างอีโคซิสเท็มที่ให้อำนาจแก่องค์กรในการจัดการข้อมูลและสร้างคุณค่าให้แก่บริษัทตัวเอง ไม่ใช่ระบบที่ดึงข้อมูลและคุณค่าเหล่านั้นกลับไปสู่ผู้ให้บริการหรือผู้สร้างโมเดล AI
เอเจนต์ AI ของคุณจึงควรทำงานและคิดได้เหมือนกับตัวคุณเอง ตั้งแต่ตรรกะทางธุรกิจ คลังความรู้ภายในองค์กร ไปจนถึงขั้นตอนการทำงานจริง
สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มต้นที่ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทที่ถูกต้อง วันนี้เราจึงเปิดให้ใช้งาน Microsoft IQ อย่างเป็นทางการแล้ว
ทั้งบน GitHub Copilot, Microsoft Foundry และ Copilot Studio โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นชั้นข้อมูลบริบทแบบใหม่
ที่คอยเชื่อมโยงเอเจนต์ AI เข้ากับความรู้ของโลกภายนอกและคลังความรู้ภายในองค์กร ซึ่งประกอบไปด้วยระบบย่อยดังนี้
- Work IQ ระบบอัจฉริยะสำหรับคนทำงาน ทำหน้าที่รวบรวมและทำความเข้าใจรูปแบบการทำงานจริงในองค์กรผ่าน Microsoft 365 และแหล่งข้อมูลภายนอกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบุคคล อีเมล เอกสาร การประชุม และความเชื่อมโยงต่างๆ โดยเราจะเปิดให้ใช้งานWork IQ APIs อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เพื่อให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ดเชื่อมต่อระบบนี้ได้โดยตรง เพื่อให้เอเจนต์ AI เข้าใจบริบทการทำงานในองค์กรของคุณได้อย่างแม่นยำ
- Fabric IQ มอบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ในการทำความเข้าใจและจัดการข้อมูลธุรกิจที่มีโครงสร้างซับซ้อนร่วมกัน
- Foundry IQทำหน้าที่เชื่อมประสานข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยวางแผนการค้นหาและดึงข้อมูลอ้างอิง ทั้งจากคลังความรู้ในองค์กรและข้อมูลล่าสุดบนอินเทอร์เน็ต
- Web IQ ซึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุดเป็นระบบค้นหาข้อมูลบนเว็บที่รวดเร็วที่สุดสำหรับนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงให้เอเจนต์ โดยระบบนี้ออกแบบมาเพื่อการทำงานร่วมกับ AI โดยเฉพาะ สามารถเชื่อมต่อกับโมเดลใดก็ได้ และรองรับโปรโตคอลมาตรฐาน MCP แบบเปิด ทำให้สามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกลับมาได้เร็วกว่าระบบทั่วไปถึงเกือบ 5 เท่า
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังขยายการใช้ประโยชน์ข้อมูลบริบทนี้ไปสู่รูปแบบการทำงานใหม่ๆ โดยเฉพาะเอเจนต์อิสระที่พร้อมทำงานแทนคุณตลอดเวลา โดยเปิดตัว Microsoft Scout เอเจนต์ส่วนตัวสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ (เปิดให้ลูกค้ากลุ่ม Frontier ทดลองใช้แล้ววันนี้) Scout พัฒนาขึ้นบน OpenClaw และ WorkIQ สามารถเรียนรู้รูปแบบการทำงานของคุณ และเชื่อมต่อกับเครื่องมือที่คุณใช้งานเป็นประจำอย่าง Teams และ Outlook เพื่อคอยเข้ามาช่วยเตรียมข้อมูลก่อนประชุม จัดการเวลานัดหมายที่ชนกันในปฏิทิน และจัดการงานประจำวันอื่นๆ ให้โดยอัตโนมัติโดยที่คุณไม่ต้องคอยสั่งการ โดยไมโครซอฟท์จะอัปเดตความคืบหน้าเพิ่มติมในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งขยายขีดความสามารถและเปิดใช้งาน Scout เป็นวงกว้างต่อไป
ในระดับโมเดล ทีม Microsoft AI Superintelligence ได้เปิดตัวตระกูลโมเดลใหม่ที่พัฒนาขึ้นเองถึง 7 โมเดล นำโดย MAI-Thinking-1 ซึ่งเป็นโมเดลเชิงเหตุผลรุ่นแรกของไมโครซอฟท์ ที่พัฒนาและฝึกสอนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นโดยไม่มีการถ่ายทอดความรู้จากโมเดลอื่น และใช้ชุดข้อมูลระดับองค์กรที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อให้คุณสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้อย่างมั่นใจ
MAI-Thinking-1 เป็นโมเดลขนาดกลางที่มีพารามิเตอร์ทำงานอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านพารามิเตอร์ และมีความจุข้อมูลบริบทในการประมวลผล ขนาด 128,000 โทเค็น ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงมากในราคาประหยัด จากผลการทดสอบแบบปิดโดยผู้ประเมินอิสระ[1] พบว่าโมเดลนี้ได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงกว่า Sonnet 4.61 และมีทักษะการเขียนโค้ดบนเกณฑ์มาตรฐาน SWE Bench Pro[2] เทียบเท่ากับ Opus 4.6 โมเดลนี้ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับงานที่มีคำสั่งซับซ้อนหลายขั้นตอน การคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลจากข้อมูลยาวๆ และการเขียนโค้ด โดยขณะนี้พร้อมเปิดให้ทดลองใช้งานแล้วในระบบทดสอบแบบจำกัดกลุ่มบน Foundry
นอกจากนี้ยังมีโมเดลที่น่าสนใจอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน ได้แก่
- MAI-Image-2.5และรุ่น Flash ซึ่งเป็นโมเดลแรกของไมโครซอฟท์ที่รองรับทั้งการแปลงข้อความเป็นภาพ ที่ทำคะแนนความพึงพอใจ (ELO) แซงหน้า Nano Banana Pro และรองรับการแปลงภาพเป็นภาพ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าคุณจะต้องการตัวช่วยในการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นภาพจริง หรือช่วยปรับปรุงภาพเดิมให้ดียิ่งขึ้น โดยปัจจุบันโมเดลเหล่านี้พร้อมใช้งานแล้วใน PowerPoint กำลังทยอยเปิดตัวบน OneDrive และพร้อมใช้งานบน Foundry แล้ววันนี้ ด้วยความคุ้มค่าของประสิทธิภาพต่อราคาที่ดีที่สุดในตลาด
- MAI‑Transcribe‑1.5มอบความแม่นยำระดับแนวหน้าในการถอดเสียงครอบคลุม 43 ภาษา และกำลังจะมีระบบถอดเสียงแบบเรียลไทม์ตามมาในเร็วๆ นี้
- MAI-Voice-2และรุ่น Flash พร้อมใช้งานแล้วในภาษาใหม่ๆ เพิ่มเติมมากกว่า 15 ภาษา พร้อมตัวเลือกเสียงสังเคราะห์แบบใหม่
- MAI-Code-1เป็นโมเดลเขียนโค้ดประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการปรับแต่งมาเพื่อใช้งานบน GitHub และพร้อมใช้งานแล้วในปัจจุบันบน Copilot และ VS Code
เพื่อมอบทางเลือกสูงสุดให้กับนักพัฒนา โมเดลตระกูล MAI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโมเดลของไมโครซอฟท์เท่านั้น แต่จะเปิดให้ใช้งานบนแพลตฟอร์มคลาวด์พันธมิตรอย่าง Fireworks AI, Baseten และ Open Router ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ Fireworks AI ได้เปิดให้บริการทั่วไปบน Foundry แล้ว ช่วยให้นักพัฒนาได้รับประสบการณ์การทำงานบนแพลตฟอร์มเดียว พร้อมระบบความปลอดภัยระดับองค์กรและการจัดเก็บรักษาข้อมูลไว้ในภูมิภาคที่กำหนดของ Azure ไม่ว่าจะเลือกใช้โมเดลของค่ายใดก็ตาม
สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะเฉพาะทางของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ Frontier Tuning จะช่วยให้สามารถนำระบบการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก มาปรับใช้ภายใต้ขอบเขตการกำกับดูแลความปลอดภัยขององค์กร ช่วยให้
เอเจนต์เรียนรู้วิธีการทำงานจริงของธุรกิจได้ โดยใช้ข้อมูล คลังความรู้ และขั้นตอนการทำงานจริงขององค์กรเอง เกิดเป็นวงจรที่ช่วยให้เอเจนต์ทำงานได้เก่งและแม่นยำขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเปิดให้ทดสอบแบบจำกัดแล้ววันนี้
ในด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั้งระบบ ไมโครซอฟท์เปิดตัว Agent 365 for Local Agents สำหรับตรวจสอบ กำกับดูแล และรักษาความปลอดภัยให้กับเอเจนต์ทั้งหมดในองค์กรที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Entra, Defender และ Purview จึงควบคุมดูแลเอเจนต์ทั้งหมดได้จากที่เดียว ไม่ว่าจะติดตั้งอยู่ที่ใดหรือพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มใดก็ตาม ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างระบบได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการควบคุมความปลอดภัยได้อย่างมั่นใจ
พร้อมกันนี้ ไมโครซอฟท์ยังเปิดตัวโครงการโอเพนซอร์สสำคัญ 2 โครงการ เพื่อสร้างมาตรฐานระบบความปลอดภัยระดับสากลให้กับเอเจนต์บนทุกเครื่องมือพัฒนา ได้แก่ ASSERT สำหรับใช้ประเมินความปลอดภัยตามนโยบายขององค์กร และ Agent Control Specification เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางว่าควรจะเข้าไปควบคุมความปลอดภัยของเอเจนต์ในขั้นตอนไหนและอย่างไรในขณะที่ AI กำลังทำงาน
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันภัยไซเบอร์ ไมโครซอฟท์ยังได้เปิดตัว Codename MDASH ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยยุคใหม่ที่ทำงานโดยการส่งเอเจนต์ AI กว่า 100 ตัว เข้าไปช่วยกันค้นหาช่องโหว่ในระบบ โดย AI จะร่วมกันวิเคราะห์ตั้งแต่เส้นทางการไหลของข้อมูล ตรรกะการทำงานของธุรกิจ ไปจนถึงกระบวนการที่แฮกเกอร์จะใช้โจมตี และเมื่อเจอปัญหา ระบบจะส่งคำแนะนำในการแก้ไขที่ถูกต้องและตรงจุดไปยังหน้าต่างควบคุม Defender Portal ให้ผู้ดูแลจัดการได้ทันที
เลือกจัดการระบบได้ในแบบของคุณเอง
ในยุคของ AI แน่นอนว่าเราต้องการระบบอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งบนคลาวด์และบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว แต่ในมุมของนักพัฒนา ความท้าทายคือจะสร้างระบบ AI ที่ซับซ้อนเหล่านี้อย่างไรให้คุณยังสามารถควบคุมและรันระบบได้ทันที เพราะในความเป็นจริง การพัฒนา AI มักจะติดปัญหาเรื่องความช้าและต้องคอยนั่งรอระบบคลาวด์ประมวลผลเป็นชั่วโมงๆ ดังนั้น เพื่อให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ดได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด แพลตฟอร์มที่ดีจึงต้องช่วยให้คุณสามารถรันระบบเพื่อทดลองไอเดียใหม่ๆ บนเครื่องของตัวเองได้จบภายในไม่กี่นาที แทนที่จะต้องเสียเวลารอนานหลายชั่วโมง
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับชิปประมวลผล ซึ่งเป็นที่มาของ Surface RTX Spark Dev Box คอมพิวเตอร์สเปกแรงที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานหนักต่อเนื่องยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการสอนโมเดล AI ที่ใช้เวลานาน ขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนของเอเจนต์ และการปรับแต่งโมเดลในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยยังคงควบคุมการใช้พลังงานและระดับความร้อนให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำเพียง 100 วัตต์
ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง NVIDIA RTX Spark มอบประสิทธิภาพการประมวลผล AI สูงสุดถึง 1 Petaflop[3] พร้อมหน่วยความจำรวมขนาด 128 GB ช่วยให้นักพัฒนาสามารถรันโมเดล AI ขนาดใหญ่ถึง 1.2 แสนล้านพารามิเตอร์ได้โดยตรงบนเครื่องส่วนตัว โดยไม่ต้องเสียเงินเช่าการ์ดจอบนระบบคลาวด์เพิ่มเติม นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังได้รับการตั้งค่าระบบมาให้พร้อมใช้งานทันที ไม่ว่าจะเป็นระบบจำลองสถานการณ์ WSL 2 ที่รองรับการเข้าถึงการ์ดจอโดยตรง และระบบประมวลผล CUDA เต็มรูปแบบ พร้อมติดตั้งเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Visual Studio Code, GitHub Copilot และโปรแกรมอื่นๆ ที่นักพัฒนาคุ้นเคยมาให้เรียบร้อยแล้ว โดย Surface RTX Spark Dev Box จะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายปีนี้ผ่านทาง Microsoft.com
ในส่วนของระบบปฏิบัติการ ไมโครซอฟท์กำลังเปลี่ยนผ่าน Windows ให้กลายเป็นระบบที่รองรับการทำงานของเอเจนต์อย่างเต็มตัว โดยการเปิดตัว Microsoft Execution Containers (MXC) เวอร์ชันทดสอบ ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาและฝ่ายไอทีสามารถสร้างพื้นที่จำลองสำหรับทดสอบเอเจนต์ตามมาตรฐานขององค์กรได้อย่างง่ายดาย โดยมีตัวระบบปฏิบัติการ Windows เองทำหน้าที่คุมเข้มและจำกัดขอบเขตความปลอดภัยให้โดยตรง ผู้ใช้เพียงตั้งกฎเกณฑ์ความต้องการครั้งเดียว จากนั้น Windows จะช่วยควบคุมกฎความปลอดภัยนั้นในทุกๆ ที่ที่เอเจนต์ของผู้ใช้เปิดทำงาน
ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้งานร่วมกับ OpenClaw บน Windows ช่วยให้เอเจนต์สามารถดำเนินกระบวนการทำงานที่มีหลายขั้นตอนได้อย่างปลอดภัยภายใต้ขอบเขตที่กำหนด ขณะเดียวกัน ระบบการทำงาน OpenShell ของ NVIDIA ซึ่งพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรม MXC ก็เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการจัดการความปลอดภัย การกำหนดเส้นทางประมวลผลคำสั่ง และการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล ความร่วมมือทั้งหมดนี้ทำให้นักพัฒนาได้ใช้ระบบการทำงานที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ในขณะที่ฝ่ายไอทียังคงสามารถตรวจสอบและควบคุมความปลอดภัยได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องจำลอง (VMs) และระบบคลาวด์
และเมื่อต้องย้ายระบบเอเจนต์ไปทำงานบนคลาวด์ บริการ Foundry Agent Service เวอร์ชันทดสอบ จะมอบระบบที่รองรับสเกลในระดับที่ใหญ่ขึ้น ด้วยคุณสมบัติเด่นอย่างการสร้างพื้นที่จำลองที่ปลอดภัยซึ่งพร้อมใช้งานได้ทันทีในแต่ละรอบการทำงาน ระบบแยกส่วนการรันโค้ด ระบบหน่วยความจำถาวร และการขยายขนาดระบบได้อย่างยืดหยุ่นตามการใช้งานจริง ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับระบบเอเจนต์ เช่นเดียวกับที่ระบบตู้คอนเทนเนอร์ ที่เคยเป็นหัวใจหลักให้กับแอปพลิเคชันบนคลาวด์ในอดีต
จริงอยู่ที่การให้ AI เข้ามาช่วยเขียนโปรแกรม ไม่ว่าจะทำผ่านโปรแกรมเขียนโค้ดหรือหน้าต่างสั่งการ จะช่วยให้เขียนโค้ดได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก แต่นั่นก็เป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของการสร้างซอฟต์แวร์เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง นักพัฒนา ยังต้องเสียเวลาอีกมากไปกับขั้นตอนหลังจากนั้น
เพื่อแก้ปัญหานี้และช่วยให้กระบวนการทำงานทั้งหมดรวดเร็วขึ้นอย่างครบวงจร ไมโครซอฟท์จึงพัฒนาแอป GitHub Copilot (เวอร์ชันทดสอบ) ขึ้นมา เพื่อให้สามารถพัฒนาด้วย AI บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณโดยตรง ซึ่งจะช่วยดูแลงานให้คุณตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนไอเดียหรือข้อผิดพลาดที่พบ ให้กลายเป็นโค้ดจริง ไปจนถึงการส่งต่อโค้ดนั้นผ่านขั้นตอนการตรวจสอบ การรันระบบทดสอบอัตโนมัติ (CI) และการรวมโค้ดเข้าสู่ระบบได้อย่างราบรื่น โดยคุณสามารถสั่งให้ AI หลายตัวแยกกันทำงานขนานกันไปได้อย่างเป็นสัดส่วนผ่านระบบ git worktrees ทำให้งานไม่ปะปนกัน โดยมี Copilot คอยลงมือทำงานเหล่านี้แทนคุณ โดยทั้งหมดนี้นักพัฒนายังคงเป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจในทุกขั้นตอนสำคัญเช่นเดิม
แม้ว่าในวันนี้เราจะใช้ AI เขียนและสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่งานส่วนใหญ่กลับไปคอขวดในขั้นตอนการนำแอปนั้นขึ้นไปใช้งานจริง เพราะนักพัฒนายังต้องเสียเวลาและพลังงานไปกับการนั่งเชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งฐานข้อมูล ช่องทางเชื่อมต่อระบบ (APIs) ระบบยืนยันตัวตน ตลอดจนการตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน
เพื่อขจัดความยุ่งยากเหล่านี้ในระดับแพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์จึงพัฒนา Project Rayfin (เวอร์ชันทดสอบ) บน Microsoft Fabric ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เป็นบริการหลังบ้านสำเร็จรูปที่เชื่อมต่อผ่านขั้นตอนการทำงานของ GitHub ช่วยให้นักพัฒนาสามารถส่งแอปพลิเคชันต้นแบบขึ้นไปใช้งานจริงได้ทันที โดยไม่ต้องลงไปคลุกและเสียเวลาจัดการกับเซิร์ฟเวอร์หลังบ้านด้วยตัวเอง นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับ Replit ยังช่วยสร้างทางลัดในการนำแอปต้นแบบขึ้นระบบจริงตามมาตรฐานความปลอดภัยและความถูกต้องขององค์กรได้ตั้งแต่วันแรก และเมื่อแอปพลิเคชันระบบ AI เหล่านี้ขยายตัวใหญ่ขึ้น Azure HorizonDB ซึ่งเป็นบริการฐานข้อมูล PostgreSQL บน Azure ที่ดูแลโดยไมโครซอฟท์ จะเข้ามาช่วยรองรับการใช้งานที่หนาแน่นได้อย่างเสถียร โดยผลการทดสอบภายในพบว่า สามารถส่งผ่านข้อมูลได้รวดเร็วกว่าการตั้งค่าและดูแลฐานข้อมูลด้วยตัวเองถึงกว่า 3 เท่า
อนาคตเป็นของนักพัฒนา
เหมือนกับที่ AI ช่วยให้เราเขียนโค้ดได้ง่ายขึ้น วันนี้ AI รุ่นใหม่ก็สามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ และสร้างผลงานวิจัยระดับโลกได้เร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
วันนี้ Microsoft Discovery พร้อมเปิดใช้งานทั่วไปอย่างเป็นทางการแล้ว โดยแพลตฟอร์มนี้ทำงานบนระบบคลาวด์ Azure เพื่อเป็นผู้ช่วย AI ระดับองค์กรที่ดูแลกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างครบวงจร ปัจจุบันบริษัทชั้นนำระดับโลกได้นำระบบนี้ไปใช้งานจริงแล้ว เช่น BHP นำไปใช้ค้นหาวิธีสกัดแร่ทองแดงจนสำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่เดือนแทนที่จะเป็นหลายปี, Syensqo นำไปใช้เร่งการวิจัยและพัฒนาสารกึ่งตัวนำ และ GSK นำไปใช้คิดค้นและพัฒนาตัวยาใหม่ๆ นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังเปิดตัวแอป Discovery เวอร์ชันฟรีสำหรับติดตั้งใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อสนับสนุนชุมชนนักวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง ซึ่งเปิดให้ทดลองใช้งานแล้วในช่วงทดสอบระบบ โดยใช้เพียงบัญชี GitHub Copilot เท่านั้น
สุดท้ายนี้ Majorana 2 ชิปควอนตัมคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดของเรา ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหญ่ในการขยายขีดความสามารถของระบบ โดยมีอายุการทำงานของคิวบิต เฉลี่ยถึง 20 วินาที และอยู่ได้นานสูงสุดถึงหนึ่งนาที ซึ่งมีความเสถียรและน่าเชื่อถือกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 1,000 เท่า พร้อมแนวทางในการบรรจุคิวบิตจำนวนหนึ่งล้านตัวลงบนชิปขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ และด้วยความช่วยเหลือจาก AI อัจฉริยะนี้ เรามั่นใจว่าจะสามารถสร้างเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้งานจริงในระดับสเกลได้สำเร็จภายในพ.ศ. 2572
แพลตฟอร์มเทคโนโลยีย่อมไม่มีวันก้าวหน้าได้เอง หากไม่มีนักพัฒนาเป็นผู้ลงมือสร้าง และในวันนี้ ไมโครซอฟท์พร้อมแล้วที่จะมอบเครื่องมือที่ดียิ่งขึ้น เพื่อให้นักพัฒนานำไปใช้เพื่อร่วมสร้างสรรค์อนาคตที่ดีไปด้วยกัน
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่มีการอัปเดตกันในงานปีนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรับชมรายละเอียด ผลการทดสอบ และหัวข้อสัมมนาเจาะลึกข้อมูลเพิ่มเติมย้อนหลังได้ที่ Microsoft Build Live
[1] วัดผลผ่าน Surge ซึ่งเป็นพันธมิตรผู้ประเมินผลอิสระโดยมนุษย์
[2] อ้างอิงจากเกณฑ์มาตรฐาน SWE Bench Pro Benchmark
[3] แหล่งที่มา: NVIDIA อ้างอิงจากประสิทธิภาพทางทฤษฎี 1 FP4 TOPS โดยใช้ฟีเจอร์ Sparsity


