Epson–IDC เปิดรายงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ 3 ตลาดใหญ่อาเซียนเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การพิมพ์ดิจิทัล ชี้โตเร็วขึ้น 8 เท่า พร้อมเปิดโอกาสใหม่และยกระดับความยั่งยืน
เอปสัน ผู้นำเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล เปิดเผยรายงานเชิงวิเคราะห์ฉบับล่าสุดร่วมกับ International Data Corporation (IDC) บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก ในหัวข้อ Digital Sublimation Printing: Driving Customer Value, Sustainability, and Growth โดยอ้างอิงจากการสำรวจผู้ประกอบการโรงพิมพ์สิ่งทอและผู้บริหารและเจ้าของกิจการใน 3 ตลาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยี Digital Dye-Sublimation ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพิมพ์สิ่งทอในภูมิภาคนี้ ท่ามกลางความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต และแรงกดดันด้านต้นทุนและความยั่งยืนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผลการสำรวจเผยให้เห็นว่าโซลูชันการพิมพ์ระบบดิจิทัลคือคำตอบของธุรกิจจำนวนมาก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการงานพิมพ์สิ่งทอแบบสั่งผลิตตามความต้องการ (On-Demand) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเครื่องพิมพ์ระบบ Digital Dye-Sublimation ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากเกือบ 1,500 เครื่องในปี 2560 เป็นมากกว่า 3,000 เครื่อง ซึ่งคาดว่าจะกระจายสู่ตลาดภายในสิ้นปี 2568 ทั้งนี้ ข้อมูลจาก IDC ระบุว่า ผู้ให้บริการงานพิมพ์กำลังเผชิญกับความต้องการจากลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในด้านความทนทาน คุณภาพของงานพิมพ์ และความรวดเร็วในการผลิต โดยผลการสำรวจพบว่า 44% ของผู้ให้บริการมองว่าความคุ้มค่าสำหรับงานพิมพ์จำนวนน้อยและงานที่ต้องการการปรับแต่งเฉพาะตัว เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยี Dye-Sublimation ซึ่งโดดเด่นในการสร้างผลงานที่มีสีสันสดใส และสามารถรองรับการพิมพ์ได้หลากหลายดีไซน์ แม้จะเป็นการผลิตเพียงชิ้นเดียวก็ตาม

รายงานระบุว่า บริษัทที่ลงทุนในเทคโนโลยี Digital Dye-Sublimation มีอัตราการเติบโตของรายได้เร็วกว่าโรงพิมพ์ที่ยังพึ่งพาการพิมพ์แบบดั้งเดิมถึง 8 เท่า โดยในช่วงระยะเวลา 24 เดือน ผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 8.4% ขณะที่ผู้ที่ยังใช้การพิมพ์สกรีนแบบดั้งเดิมมีอัตราการเติบโตมากกว่า 1%เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เครื่องพิมพ์ Dye-Sublimation แตกต่างจากการพิมพ์ซิลค์สกรีนที่เหมาะสำหรับรองรับงานปริมาณมาก โดยสามารถผลิตงานในจำนวนน้อยได้ตามต้องการ (on-demand) อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ให้บริการงานพิมพ์จึงไม่เพียงพิมพ์ผ้าม้วนเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่งานชิ้นเล็ก เช่น ป้ายผ้าและแท็กสินค้าได้อีกด้วย ความยืดหยุ่นของเทคโนโลยี Dye-Sublimation ยังช่วยให้พิมพ์งานที่มีลวดลายที่หลากหลายและมีสีสันสดใสได้ในงานเดียวกัน ซึ่งตอบโจทย์กระแสการออกแบบเฉพาะบุคคล (personalisation) ที่กำลังเติบโต โดยไม่เพิ่มต้นทุนหรือทำให้ประสิทธิภาพลดลง ความคล่องตัวนี้ทำให้ผู้ให้บริการงานพิมพ์กว่า 3 ใน 5 หรือราว 60% สามารถขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เช่น ผู้จัดอีเวนต์ เจ้าของแบรนด์ และนักออกแบบสิ่งทอ

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความนิยมในการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การวิ่งมาราธอนและการเดินป่า ทำให้ความต้องการเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ออกแบบและสั่งทำโดยเฉพาะ เพื่อเป็นที่ระลึกของกิจกรรมต่างๆ นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยผู้ให้บริการงานพิมพ์ 4 ใน 5 หรือราว 81% เปิดบริการรองรับตลาดเสื้อผ้าและสปอร์ตแวร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ผ้าโพลีเอสเตอร์ที่เหมาะกับการพิมพ์แบบ Digital Dye-Sublimation ขณะเดียวกัน การสำรวจยังพบโอกาสใหม่ในกลุ่มสินค้า ของใช้ในบ้าน (Homeware) คิดเป็น 36% และรองเท้า (Footwear) อีก 33% ซึ่งเริ่มมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ
มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ให้บริการที่เข้าร่วมการสำรวจ ราว 52% ระบุว่าประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้นอย่างชัดเจน จากระยะเวลาการผลิตที่สั้นลง และความสามารถในการสร้างงานดีไซน์ที่ซับซ้อนแบบเฉพาะตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่การพิมพ์ซิลค์สกรีนแบบเดิมทำได้ยาก
รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตสิ่งทอระดับโลก ผู้ให้บริการงานพิมพ์จำนวนมากได้นำเทคโนโลยี Digital Dye-Sublimation มาใช้เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืน แม้ลูกค้าบางส่วนยังไม่ได้มองว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ แต่ผู้ให้บริการถึง 70% มองว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญต่อธุรกิจของตน และจำนวนผู้ให้บริการที่เลือกใช้เทคโนโลยี Digital Dye-Sublimation เพียงอย่างเดียวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 88% อย่างไรก็ตาม มีเพียงหนึ่งในสามที่เชื่อว่าลูกค้าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในระดับเดียวกัน ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการสื่อสารและให้ความรู้เพิ่มเติม ระหว่างผู้ผลิตเทคโนโลยี องค์กรในอุตสาหกรรม และลูกค้า

49% ของผู้ประกอบการในกลุ่มศึกษามั่นใจว่า เครื่องพิมพ์ Digital Dye-Sublimation สามารถสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ขณะที่ 24% เชื่อว่าสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นแนวทางการพิมพ์ที่มีความยั่งยืนโดยธรรมชาติ และสามารถช่วยยกระดับการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเทียบกับการพิมพ์แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้น้ำและสารเคมีจำนวนมาก รวมถึงก่อให้เกิดของเสียในปริมาณสูง นอกจากนี้ ผลการศึกษาของเอปสันและไอดีซี ยังพบว่า ผู้ใช้งานเครื่องพิมพ์ Dye-Sublimation ถึง 33% สามารถยกระดับความปลอดภัยของพนักงานได้อย่างชัดเจน จากการลดการสัมผัสสารเคมีโดยตรง และลดการปล่อยไอระเหยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในสถานที่ทำงาน
การผสานกันของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าด้านต้นทุน และการดูแลสุขภาพแรงงาน ส่งผลให้ Digital Dye-Sublimation กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามากำหนดทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์สิ่งทอในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“แม้อุตสาหกรรมสิ่งทอจะมุ่งสู่การพิมพ์อย่างยั่งยืนอย่างชัดเจน แต่ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างความตั้งใจของผู้ให้บริการกับการรับรู้ของลูกค้า นี่คือโอกาสของผู้นำเทคโนโลยีอย่างเอปสัน และพันธมิตรในอุตสาหกรรม ที่จะสื่อสารถึงประโยชน์ด้านธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแรงงานของแนวทางการพิมพ์ที่ยั่งยืนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เครื่องพิมพ์ Digital Dye-Sublimation ไม่เพียงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการสัมผัสสารเคมี ลดของเสีย และเปิดโอกาสสู่ตลาดมูลค่าสูง เอปสันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ เพื่อนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ ช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมการพิมพ์ในภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น” นายยรรยง กล่าวสรุป


